พระเจ้าอโนเพตลุน

วันนี้เรายังคงนำเสนอเรื่องราวของกษัตริย์พม่าอีกเช่นเคย เป็นเรื่องราวที่ทำให้ทุกคนได้รับความรู้อย่างแน่นอน เป็นเรื่องราวที่ทำให้ทุกคนรู้จักกับประวัติศาสตร์พม่าเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราว กษัตริย์ของพม่าอีกพระองค์ ในราชวงค์ตองอู กับ พระเจ้าอโนเพตลุน เป็นพระโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้านยองยาน เมื่อพระบิดาประชวรและสิ้นพระชนม์ระหว่างเดินทางกลับจากเมืองแสนหวีที่ไปยึดคืนมาได้มาจากอยุธยาได้ใน ปี พศ.2148 พระองค์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เมืองอังวะต่อจากพระบิดา  ก็ได้แบ่งออกเป็น 3ส่วน โดยแบ่งเป็นเมืองอังวะ ที่ปกครองโดยพระองค์ เมืองแปร ปกครองโดยสะโตธรรมราชา ราชบุตรของพระเจ้านันทบุเรง และ เมืองตองอู ปกครองโดยพระเจ้าตองอู พระเจ้าอโนเพตลุน เมื่อรวบรวมไทใหญ่ได้แล้ว กีเมืองแปรได้ในปี 2153 แล้วให้พระเจ้าทาลุน พระอนุชาปกครองเมืองแปรแทน พระเจ้าอโนเพตลุน มีพระอนุชา 2 พระองค์คือ พระเจ้าทาลุน หรือ พระเจ้าสุทโธธรรมราชา ครองเมืองแปร และมังรากพยอชวา ก็ครองเมืองอังวะ พระเจ้าอโนเพตลุนทรงประทับอยู่ที่หงสาวดีจนถึง พ.ศ. 2169 โหรทูลว่าพระเคราะห์ร้าย ขอให้แปรพระราชฐานไปอยู่ที่อื่น พระองค์จึงข้ามแม่น้ำไปตั้งพลับพลาอยู่นอกเมืองหงสาวดีแล้วทรงประทับอยู่ป็นเวลา 2 ปี ใน พ.ศ. 2171 พระเจ้าอโนเพตลุนทรงทราบว่ามังเรทิป พระโอรสลักลอบเป็นชู้กับนางสนม พระองค์ถูกมังเรทิปลอบปลงพระชนม์ ทรงอยู่ในราชสมบัติได้ 23 ปี มังเรทิปเองก็ถูกประหารโดยพระอนุชาของพระเจ้าอโนเพตลุนเอง ซึ่งขึ้นครองราชย์ต่อ คือ พระเจ้าทาลุน ในยุคที่สิ้นพระเจ้าบุเรงนองและพระเจ้านันทบุเรงแล้ว ฐานอำนาจของตองอูก็สั่นคลอนเนืองจากเกิดกบฎต่างภายในพม่าด้วยกันเองทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งปวง อีกทั้งยังมีเรื่องของการรุกรานจากต่างชาติ อย่าง มอญและโปรตุเกส พระองค์เป็นผู้ที่รวบรวมอาณาจักรพม่าให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง แม้อาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าสมัยของพระอัยกาก็ตาม

พระเจ้าอลองพญา

พระเจ้าอลองพญา เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบองหรือราชวงค์อลองพญา ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า พระองค์เป็นสามัญชนทั่วไป โดยเป็นผู้นำหมู่บ้านแถบพม่าตอนบน พระเจ้าอลองพญาทรงครองราชย์อยู่ในปี ค.ศ.1752 ถึง ค.ศ 1760 สามารถทำการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นเดียวกัน  คือ การปราบปรามมอญที่มีอิทธิพลและมีอำนาจขึ้นมาหลังการล่มสลายของราชวงศ์ตองอู จนได้รับชัยชนะ และยังได้สถาปนาศูนย์กลางของอาณาจักรพม่าขึ้นใหม่ ที่เมืองชเวโบ ก่อนที่จะย้ายมาที่อังวะในยุคหลัง โดยมีเมืองอื่น ๆ รายล้อม พระองค์ยังเป็นผู้พัฒนาเมืองย่างกุ้งและพระราชทานชื่อเมืองนี้ ซึ่งเป็นอดีตเมืองหลวงของพม่าให้มีพัฒนาการขึ้นมาด้วย จากเดิมที่เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก และ ขับไล่ชาวอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งให้การสนับสนุนราชอาณาจักรหงสาวดีฟื้นฟูของชาวมอญ  พระองค์ทำการกอบกู้ล้านนาคืนจากอยุธยาได้สำเร็จ  พระองค์ยังทรงให้การสนับสนุนในเรื่องของพระพุทธศาสนา มีพระจริยวัตรที่ธรรมะ ธัมโม และทรงสนับสนุนให้ราษฎรของพระองค์นั้นไม่ให้ทำผิดศีล เป็นต้น พระเจ้าอลองพญา เสด็จสวรรคตระหว่างทางกลับจากการทำศึกสงครามกับอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ ตามพงศาวดารของไทยก็ได้ระบุว่าสวรรคตเพราะปืนใหญ่แตกที่วัดหน้าพระเมรุ และพงศาวดารของพม่าก็ก็ได้ระบุว่าพระองค์เสด็จสวรรคตเพราะอาการประชวร ทางพม่าถือว่า ทรงเป็นกษัตริย์พม่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 พระองค์ (ประกอบด้วย 1. พระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พุกาม 2. พระเจ้าบุเรงนอง ฉายา “พระเจ้าชนะสิบทิศ” ราชวงศ์ตองอู 3. พระเจ้าอลองพญา ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์อลองพญา

 

 

พระเจ้ามังระ

วันนี้เราได้นำเรื่องราวและความรู้มาฝากทุกท่านที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กันนะครับ เป็นเรื่องราวประวัติของพระมหากษัตริย์ของประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ประเทศพม่า ที่น่าสนใจนำมาฝากกัน พระราชประวัติของพระเจ้ามังระ เป็นพระโอรสองค์ที่ 2 ในจำนวน 6 พระองค์ของพระเจ้าอลองพญา ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์อลองพญาหรือราชวงศ์คองบอง ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 ของราชวงศ์อลองพญา ในปี พ.ศ. 2306 หลังจากขึ้นครองราชย์ พระองค์ปรารภในที่ประชุมขุนนางว่า “อยุธยาไม่เคยแพ้อย่างราบคาบมาก่อน” พระองค์ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดา ได้ประกาศทำสงครามกับอยุธยา โดยทำการส่งเนเมียวสีหบดี เป็นแม่ทัพเข้าจัดการเข้ามากวาดต้อนผู้คนและกำลังพลจากหัวเมืองเหนือก่อน และ ในปี พ.ศ. 2307 และได้ส่งทัพจากทางใต้คือ มังมหานรธา เป็นแม่ทัพเดินทางเข้ามาเสริมช่วยอีกทัพหนึ่ง ทัพทั้งสองของพม่าก็ทำการล้อมกรุงศรีอยุธยาได้นานถึง 1 ปีกับสองเดือน เข้าสู่ช่วงฤดูน้ำหลากก็ยังไม่หนีไปไหนและทำการเข้าตีพระนครได้ เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ตรง กับวันอังคาร ขึ้นเก้าค่ำ เดือนห้า ปีกุน พระเจ้ามังระ มีพระนามที่ปรากฏในพงศาวดารพม่าว่า “เซงพะยูเชง” โดยเป็นพระนามที่พระองค์ตั้งเอง อันเป็นพระนามเดียวกับ พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งแปลว่า “พระเจ้าช้างเผือก” ก่อนที่จะยกทัพตีอยุธยา พระเจ้ามังระได้ยกความชอบธรรมเหนือดินแดนอยุธยามาแต่ครั้งพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้ามังระสวรรคตอย่างกะทันหันในปี พ.ศ. 2319 หลังจากอะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่าได้ตีพิษณุโลกแตกแล้วเตรียมจะกรีฑาทัพสู่กรุงธนบุรี เป็นผลให้อะแซหวุ่นกี้ต้องยกทัพกลับทันที

 

พระเจ้าปดุง

พระเจ้าปดุง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 5 แห่งราชวงค์อลองพญาถ้านับรวมกับพระเจ้าหม่องหม่องด้วย เป็นพระองค์ที่ 6 ราชวงค์สุดท้ายของพม่า เป็นพระโอรสลำดับที่5 ใน 6พระองค์ของพระเจ้าอลองพญา โดยขึ้นครองราชย์โดยการปราบดาภิเษก ในปีพศ. 2325 ปีเดียวกับการสถาปนากรุงรัตนรัตนโกสินทร์  พระเจ้าปดุง เมื่อทรงครองราชย์มีพระนามว่า ปโดงเมง  แต่มีพระนามที่เรียกขานในพม่าว่า โบดอพญา เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทำการสงครามเหนือชัย ยะไข่ เป็นดินแดนที่พม่าไม่เคยเอาชนะมาก่อนเลย หลังสงครามครั้งนี้ ได้อัญเชิญพระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปประจำประเทศพม่า จากเมืองยะไข่มาประทับที่มัณฑะเลย์  พระเจ้าปดุงได้สั่งเหล่าทหารเพื่อมาเกณฑ์ทัพกว่า 1 แสน 4หมื่นคน แยกเป็น 5 เส้นทาง รวมเป็น 9 ทัพ มากที่สุดเท่าที่มีมาในประวัติศาสตร์ หรือที่เรียกว่า สงครามเก้าทัพ มาตีกรุงรัตนโกสินทร์  โดยพระองค์ทรงยกมาเป็นทัพหลวง โดยตั้งทัพและตั้งฐานบัญชาการที่เมาะตะมะ พระองค์เสด็จจากเมืองอังวะ สู่ราชธานีเมาะตะมะ แต่ทางเมาะตะมะเตรียมเสบียงอาหารไม่เพียงพอ ทำให้กองทัพจำนวนมากของพระเจ้าปดุงไม่พร้อมที่สู้รบ และเป็นสาเหตุที่สำคัญหนึ่งที่ทำการเอาชัยไม่ได้ สงครามครั้งนี้ พระเจ้าปดุงก็ต้องการทำสงครามเพื่อรวบรวมเมืองน้อยเมืองเล็กถึงเมืองประเทศราชให้เป็นปึกแผ่นเดียวกัน จึงใช้กองกำลังที่มีมหาศาล พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าลำดับที่ 5 ในราชวงค์อลองพญา เสด็จสู่สวรรคต ในปีพุทธศักราข 2362 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 รวมระยะเวลาในการครองราชย์นานถึง 37 ปี

กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า

นำเรื่องราวดีๆเรื่องราวที่เป็นความรู้นำมาฝากกันในวันนี้ กับเรื่องราวของราชวงค์ตองอูและยังรวมไปถึงเรื่องราวของกษัตริย์พม่าที่ต้องบอกเลยว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับทุกคนทุกท่านที่อยากจะศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์กันนะครับ อ่านได้ทุกๆคน คนที่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์  วันนี้ไดนำเรื่องราวของกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า นั้นคือพระเจ้าธีบอ หรือพระเจ้าสีป่อ เป็นกษัตริย์ในราชวงค์อลองพญา เป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดงและเจ้าหญิงจากเมืองสีป่อ ในดินแดนไทยใหญ่ มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายหม่องปู เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม พศ.2402 เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งตอนนั้นเมืองนี้เป็นเมืองหลวงในเวลานั้น  เมื่อเจริญพระชันษาแล้ว เมื่อทรงลาผนวชเป็นพระภิกษุสงฆ์เพื่อศึกษาเล่าเรียน และทรงลาผนวช พระราชบิดาทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองสีป่อ เป็นที่มาของพระนามเมื่อเสวยราชสมบัติ  พระองค์ได้ชึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2421 ด้วยความช่วยเหลือจากพระนางอเลนันดอ พระมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้ามินดงผู้เป็นพระราชบิดา พระองค์ได้ทรงเสกสมรสกับพระนางศุภยาสัต เป็นพระขนิษฐาร่วมพระราชบิดาเดียวกัน พระนางศุภยาลัตเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อการตัดสินพระหัยในเหตุสำคัญต่างๆของพระเจ้าสีป่อ เหตุการณ์ที่สำคัญ ในรัชกาลของพระองค์นั้นได้ส่งคณะทูตไปยังฝรั่งเศสและได้มีเรื่องราวเจรจาทางการค้าการทำสัญญาการค้ายินยอมให้ฝรั่งเศสเข้ามาทำสัมปทานป่าไม้ได้สร้างความหวาดระแวงให้อังกฤษ อังกฤษได้ยื่นคำขาดต่อพม่าให้ลดค่าปรับเพื่อให้ทำการค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น อังกฤษจะต้องทำการค้ากับจีนและให้อังกฤษควบคุมนโยบายต่างประเทศของพม่า พม่าได้ตอบปฎิเสธ กองทัพอังกฤษเคลื่อนพลออกจากย่างกุ้งไปยังพม่าเหนือและยึดเมืองหลวงอย่าง มัณฑะเลย์ ได้ พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัต ก็ยอมแพ้ ทั้งสองพระองค์ก็ถูกเนรเทศไปอินเดีย

พระเจ้านยองยาน

พระเจ้านยองยาน ทรงเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์ตองอู ครองสิริราชสมบัติต่อจากพระเจ้านันทบุเรง ประสูติเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1555 เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กใน พระเจ้าบุเรงนอง ที่ประสูติแต่ พระสนมและเป็นพระราชอนุชาต่างพระราชมารดา ของ พระเจ้านันทบุเรง หลังจากพระเจ้านันทบุเรง ถูกปลงพระชนม์ที่ ตองอู เจ้านยองยานซึ่งประทับ อยู่ที่ อังวะ จึงทรงสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ องค์ใหม่ทรงพระนามว่า พระเจ้าสีหสุธรรมราชา พร้อมกับย้ายเมืองหลวงจากตองอูมาที่อังวะและประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1600สวรรคตเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1605 ที่ รัฐฉาน ระหว่างทรงทำสงครามกับหัวเมืองไทใหญ่ เนื่องด้วยสมัยนั้นราชวงศ์ตองอูตกต่ำถึงขีดสุดประกอบกับกรุงศรีอยุธยากำลังมีอำนาจหัวเมืองใหญ่น้อยต่างหันไปเข้ากับกรุงศรีอยุธยาทำให้พระเจ้านยองยานต้องยกทัพไปตีหัวเมืองรอบข้างที่เอาใจออกห่างและต้องคอยระวังทางกรุงศรีอยุธยาว่าจะยกทัพมาเพื่อแก้แค้นหรอป่าวเพราะในสมัยสมเด็จพระนเรศวรพระองค์ได้ยกทัพไปพม่าตั้งหลายครั้งจะเห็นได้ว่าในรัชสมัยของพระองค์และพระราชโอรสที่สืบราชสมบัติต่อ คือ พระเจ้าอโนเพตลุน ทางประวัติศาสตร์ได้เรียกว่าเป็น ยุคนยองยานหรือ ราชวงศ์ตองอูยุคหลัง เพราะเป็นยุคสมัยที่ราชวงศ์ตองอูได้รื้อฟื้นและสถาปนาความเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองในแว่นแคว้นแถบนี้ขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ หลังจากล่มสลายไปหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบุเรงนองและพระเจ้านันทบุเรงก่อนหน้านั้น

 

 

พระเจ้านันทบุเรง

พระเจ้านันทบุเรง เป็นพระราชโอรสพระองค์โตของพระเจ้าบุเรงนองและอัครมเหสีอตุลสิริมหาราชเทวีพระองค์มีมีพระอัครมเหสีพระนามว่า เมงพยู พระองค์มีราชโอรสองค์โตชื่อ เมงกะยอชวาไทยและมอญเรียกว่า มังสามเกียดที่เจริญชันษามาพร้อมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และได้สถาปนาขึ้นเป็นพระมหาอุปราชา ต่อมา เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง เมื่อปี พ.ศ. 2127 พระเจ้านันทบุเรงได้ทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยาหลายต่อหลายครั้ง เช่น ปี พ.ศ. 2129 ที่พระองค์ยกทัพมาเองพร้อมกำลังทหารราว 2 แสน ปิดล้อมกรุงศรีอยุธยานานถึง 6 เดือน แต่ไม่สามารถหักตีเข้าได้ และในปี พ.ศ. 2135 ที่พระองค์ส่งพระมหาอุปราชยกทัพเข้ามาในขอบขัณฑสีมาของอยุธยา และได้กระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จนถึงขั้นสิ้นพระชนม์ขาดคอช้าง พระเจ้านันทบุเรงเมื่อทราบข่าว ทรงพิโรธมาก ทรงเข้าไปหาพระสุพรรณกัลยาที่ยังคงอาศัยอยู่ในกรุงหงสาวดีและใช้พระขรรค์ฟันพระนางพร้อมพระธิดาจนสิ้นพระชนม์ทั้ง 2 พระองค์และเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทราบข่าวนี้ ก็ทรงพิโรธ ยกทัพมา หมายจะเผากรุงหงสาวดีให้ราบคาบเพื่อเป็นการแก้แค้น แต่ก่อนหน้านั้น พระเจ้าอังวะได้แข็งเมืองได้วางแผนซ้อนกลลวงให้พระเจ้านันทบุเรงเสด็จออกจากเมืองไปเสียก่อน หงสาวดีเลยกลายเป็นเพียงเมืองร้าง และพระเจ้านันทบุเรงก็ได้ยอมให้พระเจ้าตองอูจับตัว วาระสุดท้ายของพระเจ้านันทบุเรง ถูกพระเจ้าตองอูหรือนัดจิงหน่องแย่งชิงราชบัลลังก์ สิ้นพระชนม์เพราะถูกวางยาพิษ ในปี พ.ศ. 2142 พระองค์สวรรคต ณ เมืองตองอู รวมพระชนมายุได้ 64 พรรษา

พระเจ้าบุเรงนอง

พระเจ้าบุเรงนองนับเป็นกษัตริย์พม่าที่ทางพม่านับว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ 1 ใน 3 พระองค์มหาราชพม่าพร้อมด้วยพระเจ้าอโนรธามังช่อ แห่งราชวงศ์พุกาม และพระเจ้าอลองพญา แห่งราชวงศ์คองบอง สถานที่หลายแห่งในพม่าปัจจุบันตั้งชื่อตามพระนาม พระองค์ยังทรงเป็นที่รู้จักในประเทศไทยว่า พระเจ้าชนะสิบทิศจากนวนิยายเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ ด้วยความเป็นกษัตริย์นักรบอันเป็นที่ปรากฏพระเกียรติเลื่องลือ โดยยุคสมัยของพระองค์ อาณาจักรตองอูเข้มแข็งและแผ่ไพศาลอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยครอบคลุมอาณาเขตตั้งแต่ลุ่มน้ำอิระวดีจนถึงลุ่มแม่น้ำโขง มีประเทศราชต่าง ๆ มากมายในภูมิภาคอุษาคเนย์ ได้แก่ หงสาวดี ล้านช้าง ไทใหญ่ เขมร ญวน อยุธยา เชียงใหม่ เป็นต้นในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพม่าระบุว่า ก่อนพระองค์จะออกทำศึกคราวใด จะทรงนมัสการพระธาตุชเวมอดอ หรือที่ชาวไทยเรียกตามชาวมอญว่าพระธาตุมุเตา พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองหงสาวดีก่อนทุกครั้ง จุดที่เชื่อว่าพระองค์ถวายการสักการะก็ปรากฏอยู่หน้าพระธาตุตราบจนปัจจุบัน ไม่เพียงแต่มิติของการเป็นนักรบเท่านั้น พระเจ้าบุเรงนองยังถือว่าเป็นกษัตริย์นักปกครองและบริหารที่เก่งกาจอีกด้วย ด้วยการสามารถปกครองและบริหารข้าทาสบริวารมากมาย ทั้งของพระองค์เองและของประเทศราช เช่น การยึดเอาพระราชวงศ์ที่สำคัญ ๆ ของประเทศราชต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในพระราชวังเพื่อเป็นองค์ประกัน เป็นต้นพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2124 ด้วยอาการพระประชวร ขณะยกทัพไปตียะไข่ ปัจจุบัน อนุสาวรีย์ของพระองค์มีต่าง ๆ มากมายหลายที่ในประเทศพม่า

พระเจ้าตะเบงชะเวตี้

พระเจ้าตะเบงชะเวตี้หรือ ตะเบ็งเฉว่ที ภายหลังที่ทรงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกษัตริย์นักรบที่เก่งกาจ เพราะตลอดรัชกาลพระองค์ทำสงครามเป็นส่วนใหญ่ โดยก่อนขึ้นครองราชย์ เมื่อเจริญพรรษาขึ้น ทรงกระทำพิธีเจาะพระกรรณ เจาะหูอันเป็นราชประเพณีของพม่าเช่นเดียวกับพระราชพิธีโสกันต์ของไทย โดยเลือกที่จะทำพิธีที่พระเจดีย์ชเวมอดอ พระธาตุมุเตา กลางเมืองหงสาวดีของมอญ โดยมีทหารคุ้มกันแค่ 500 นาย โดยไม่ทรงหวาดหวั่นทหารมอญนับหมื่นที่ล้อมอยู่ จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว และเมื่อทรงครองราชย์ พระองค์ได้ทำการสงครามแผ่ขยายอาณาจักรตองอูไปตามหัวเมืองต่าง ๆ เช่น ยะไข่ พะสิม หงสาวดี แปร เมาะตะมะ และอยุธยา เป็นต้น โดยเฉพาะการได้ชัยชนะเหนือหงสาวดี โดยนับว่าเป็นกษัตริย์พม่าพระองค์แรกที่สามารถเอาชนะหงสาวดี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของชนชาติมอญ อันเป็นคู่ปรับสำคัญของชาวพม่าในอดีต และได้ย้ายเมืองหลวงจากตองอูลงมาที่หงสาวดีเนื่องจากเป็นกษัตริย์พม่าพระองค์แรกที่ทำสงครามกับอยุธยาด้วยศึกเชียงไกร เชียงกราน และจากสงครามคราวเสียสมเด็จพระสุริโยทัย ชาวไทยร่วมสมัยรู้จักพระองค์ในนามว่า พระยาหงสาปังเสวกี หรือ พระเจ้าหงสาวดีลิ้นดำตามคติความเชื่อในเรื่องบุญญาธิการ และมีพระนามอื่นแตกต่างออกไป เช่น ชาวมอญเรียกพระองค์ว่า พระเจ้าฝรั่งมังโสด พระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุ 34 พรรษาจาการลอบปลงพระชนม์โดยทหารรับใช้คนสนิทชาวมอญชื่อสมิงสอทุต ด้วยการตัดพระศอ ขณะที่เสด็จไปคล้องช้าง เป็นเหตุให้ปลอดทหารผู้ภักดีคอยอารักขา หลังจากสิ้นสงครามคราวเสียสมเด็จพระสุริโยทัย ได้เพียง 3 เดือน ตามพงศาวดารเล่าว่า พระองค์เสวยแต่น้ำจัณฑ์จนเสียสติ

พระเจ้าเมงจีโย

พระเจ้าเมงจีโย หรือ พระเจ้าสิริชัยสุระ ตามพงศาวดารไทย หรือในนวนิยายผู้ชนะสิบทิศเรียก เมงกะยินโย เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ตองอู ราชวงศ์และอาณาจักรที่ 2 ของประวัติศาสตร์พม่า เนื่องจากการล่มสะลายของอาณาจักรพุกามทำให้เมืองในขณะนั้นเกิดความแตกแยกเพราขุนนางมองโกล เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองการปกครองทำประชาชนเดือดร้อน และหลังจากที่มองโกลหมดอำนาจลงทำให้เจ้าเมืองแต่ละเมืองตั้งตนเองมีอำนาจไม่ขึ้นต่อใคร พระเจ้าเมงจีโยเดิมเป็นนายทหารที่มีความสามารถในการรบ ได้ทำการรวบรวมชาวพม่าที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายหลังการล่มสลายของอาณาจักรพุกามภายหลังการโจมตีของมองโกล และได้ตั้งเมืองตองอูเป็นเมืองหลักเพื่อรวมเมืองอื่นๆให้เข้ามาเป็นอาณาจักรขึ้นอีกครั้ง  โดยได้รับความช่วยเหลือจากขุนนางสำคัญหลายคน เช่น เมงเยสีตู บางคนถูกสมมติเป็นตัวละครในนวนิยายผู้สิบทิศ เช่น มหาเถรวัดกุโสดอพระเจ้าเมงจีโยได้สถาปนาเมืองตองอู ซึ่งเป็นเมืองในขุนเขาเป็นปราการที่ดีขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจใหม่ ต่อมามีการแผ่ขยายอำนาจเข้ายึดเมืองแปรโดยสามารถรบชนะพระเจ้านระบดีแห่งเมืองแปรได้สำเร็จ ต่อมาคิดจะเข้ายึดเมืองหงสาวดีที่มีพระเจ้าสการะวุตพีเป็นกษัตริย์ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากพระเจ้าเมงจีโยสวรรคตเสียก่อนในมหาราชวงศ์พงศาวดารพม่า ระบุว่า พระองค์ได้พบกับพระมเหสีเมื่อเสด็จทอดพระเนตรการสร้างเขื่อน ซึ่งต่อมามีพระโอรสเพียงพระองค์เดียว ที่ได้ครองราชย์ต่อมา คือ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้